เชอรี่'s profileJiKkY jUnGPhotosBlogListsMore Tools Help

เชอรี่ ณ ชมไทย

May 16

ddfff

sfdfdfdfdf
December 12

รักจัง .....ปาย...

     เริ่มออกเดินทางอย่างหน้าชื่นตาบาน จะได้ไปเที่ยวแล้ว ดีใจจัง ((ดีใจทุกทริป)) แต่ทริปนี้ย่อมพิเศษหว่าเป็นไหนๆ เพราะ ปาย เป็นที่ที่อยากไปอันดับ 1 ในดวงใจอีกที่หนึ่ง แบกเป้ขึ้นหลัง มุ่งหน้าสู่ หมอชิต 2 เวลาในตั๋ว 21.00 น. รถช้ากว่าเวลานิดหน่อย พอขึ้นรถได้ ก็ตั้งหน้าตั้งตา หลับๆๆ จะได้รีบตื่นมาเช้า ที่เชียงใหม่เร็วๆ.....
     วันที่ 8 ธันวาคม 49  เวลา 6.30 น. เช้าที่ เชียงใหม่ น้องที่จะมารับเริ่มโทรหา ว่าถึงไหนแล้ว เจ้าท็อป(อีกแล้ว) ถ้าได้อ่านบ่อยๆ จะจำได้ว่า เจ้าท็อปคือใคร เจ้านี้ก็เป็นน้องที่แสนดีเสมอ ดียังไงเดี๋ยวท้ายๆ จะเล่าให้ฟัง ท็อปมาพร้อมตั้มเพื่อนรุ่นน้องอีกคน หิ้วทั้งเป้ทั้งขากล้องมา พะรุงพะรัง"เจ๊..ไปปายเลยน่ะเช้านี้โบกรถไป"  มันมาแบบไม่ให้ตั้งตัว  หลังจากกินโจ๊ก กินข้าว ที่ อาเขตเรียบร้อย ได้เจอเพื่อนที่รู้จักกันในพันทิพท์ เรียบร้อยนั่งคุยกันพักหนึ่งแล้ว เพื่อนที่ชื่อ ธรรพ์ ก็ขับมอเตอร์ไซค์ไปส่งที่ ขนส่งช้างเผือก ส่วนเจ้าสองคนนั้น นั่งตุ๊กๆ ตามมาติดๆ
     เราซื้อตั๋วรถ สายอะไรจำไม่ได้ 555 แต่ผ่าน กาดแม่มาลัย จุดหมายที่เราจะไปโบกรถไปปายกันเช้านี้ ใช้เวลาไม่นานนักก็ถึงกาดแม่มาลัย เราเข้าห้องน้ำที่ป้อมตำรวจ จัดแจงข้าวของ เตรียมพร้อม นิ้วโป้งเดินมุ่งหน้าสู่ ริมถนน  ชูนิ้วโป้ง โบกรถทุกคันที่ผ่าน เพื่อขอโดยสารเข้าไปใน อ.ปาย  คันแล้วคันเล่า บ้างก็บอกปฏิเสธ เพราะคงไปไม่ถึงปาย คันที่ใจดีจอด ก็ยังบอกว่า เค้าไปไม่ถึงปาย น่ะ จะไปหรือเปล่า เราก็ยกมือไหว้ขอบคุณ  แล้วบอกว่าไม่เป็นไรค่ะ  เดี๋ยวรอคันใหม่  .......
     เวลาผ่านไปไม่ถึง สิบนาที รถยนต์เป้าหมาย มิตซูบิชิ สตาดร้า สีฟ้คราม กำลังวิ่งมา เจ๊ๆๆๆๆๆ โบกเลยๆ  ว้า.....ไม่รับ แต่เอ๊ะ!! จอดแล้วว้อย.... รถจอดเลยไปไกล ยังอุตส่าถอยกลับมารับ คนขับหน้าตาเป็นชาวต่างชาติ เจ้าตั้มเลยกัวที่จะต้องพูดภาษาอังกฤษ แต่โชคดีที่เค้ามีภรรยาเป็นคนไทย พี่เค้าจะไปแม่ฮ่องสอน เราเลยยิ้มหน้าตาบาน โยนเป้ขึ้นรถในทันใด..... ขอบคุณครับพี่ ใจดีจัง เจ้าท็อปยกมือไหว้ ก่อนโดนขึ้นท้ายรถตาม
     เลขถนน ที่เท่าไหร่ไม่เคยจะจำ แต่รู้ว่า ตลอดเส้นทางอากาศดีมาก เวลาที่เราโบกรถได้เวลาประมาณ 9.30 น. เรานั่งท้ายกระบะโดยมีหมวก เสื้อ แว่น กันแดดกันตามกำลังที่ จะมี แดดร้อน แต่อากาศเย็น ซึ่งทำให้ผิวเกรียมได้เท่าๆกัน เห็นป้ายบอกระยะทาง  93 กม. ปาย โอ้ ไกลเอาเรื่อง เส้นทางนี้คุ้นเคยอยู่ เพราะเคยขึ้นมาห้วยน้ำดังเมื่อสองปีก่อน  ผ่านหน่วยงานราชการหลายที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ที่จำชื่อไม่ได้   พี่เจ้าของรถใจดี จอดเข้าห้องน้ำที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า สักที่หนึ่งในถนนเส้นนั้น (จำชื่อไม่ได้) พอเราออกมาจากห้องน้ำ พี่คนขับรถใจดีหน้าตาฝรั่งจ๋า กลับพูดไทยชัดแจ๋ว ยังกะฑูตอเมริการ ประจำปรเทศไทย ตูหละเป็นงง พี่เค้าถามรายละเอียดว่า เส้นนี้มีอะไรน่าเที่ยวบ้าง ห้วยน้ำดัง ดีไหม๊เค้าจะแวะ เวลาสายขนาดนี้ 10 โมงกว่าๆ ห้วยน้ำดัง ไม่น่าแวะแน่นอน เพราะร้อนน่าดู ถ้าไม่ไปกางเต้นท์เพื่อรอดูพระอาทิตย์ตก หรือดูทะเลหมอกตอนเช้า ไม่ควรแวะค่ะพี่(พวกหนูจะได้ถึงปายไวๆ)
     12.00 น. ถึงปายแล้วเจ๊ ไม่ต้องนอนแล้ว แหมๆๆ กำลังจะล้มตัวนอนพอดี ลมโกรกตามากๆ ง่วงจัง คนใจดี ก็ยังใจดีเหมือนเดิม มีแม่ชีสองคนโบกรถ ขอติดเข้าไปใน ปายด้วย พี่เค้าก็จอดรับอีก น่านับถือมากๆ พี่เค้าคงเดินทางปลอดภัย แต่พี่ผู้หญิง เมารถหน้าตาไม่ค่อยดี เราเลยให้ยาแก้เมา ไปเลยทั้งแผง 2 เม็ดเลยพี่ ได้ดีขึ้น (หลับสนิทแน่) เราขอลงหน้าสถานีตำรวจ อ.ปาย ตื่นเต้นจัง มาถึงแล้ว เราสามคนเดินตากแดดหาที่พักอย่างรวดเร็ว ไปได้ที่ แฟมิลี่ ฮัท คนละ 100 บาท / 1 คืน 3 คน 250 บาท ป้าแกลดให้ ที่พักเป็นไง เด่วคงได้เห็นในรูปที่จะลงเร็วๆนี้  นั่งกินน้ำปั่น แล้วหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้ตัว ตื่นมาอีกที ชาวต่างชาติ 2 คนมันนั่งหัวเราะอะไรไม่รู้คิกคัก อยู่หลังเรา อ้าว..ไอ้น้องตูหายไปไหนหมดเนี่ย น้องสองคน แยกย้ายหาที่นอน ปล่อยให้เจ๊มันนอนท่ามกลางสายตา ฝรั่งหลายคน แง่ว?!
     แดดเริ่มอ่อนแรง แรงเราสามคนเริ่มฟื้นกลับมา หิ้วกระเป๋ากล้อง ขากล้อง เริ่มเก็บภาพในตัวตลาด สะพานไม้ไผ่สาน วันนี้คนไม่เยอะเลยแต่พรุ่งนี้ ปายคงแตก ผู้คนหลั่งไหลมาเรื่อยๆไม่ขาดสาย .....เราโชคดีที่ตัดสินใจมาก่อน ได้รูปสวยๆตรึม
     เช้าวันที่ 9 ธค. 49  ตกใจตื่น ตายหละหว่า กี่โมงแล้วนี่ เรียกน้องๆ ตื่นๆ ไปถ่ายรูปด่วนๆ ได้รูปสวยๆมาเยอะแยะ หมอกตอนเช้า ตลาดตอนเช้า เห็นแล้วเหมือนเมืองในฝันเลย  สายๆ กลับมาอาบน้ำ เก็บสัมภาระ เตรียมไปสมทบกับหมู่สมาชิกชมไทยที่กำลังจะตามมา ณ ปาย กู๊ดวิว ได้ข่าวแว่วมาว่า ทั้งหมด 34 คน โห มากันไงฟะ ทริปมหาชน อีกแล้ว หลังจากได้เจอกันเพื่อนๆ ต่างคนต่างแยกย้ายทำกิจกรรมที่ กลุ่มจัดไว้ เรากะน้อง อีกไม่กี่คน ไปถีบจักรยานเที่ยวเมืองกัน ปวดก้นเป็นแถวๆ ตั้งแต่มาถึงปาย กินสารพัดจะกิน น้องที่แสนดีก็ช่างสรรหาพาไปกิน ปรากฎว่า ตื่นเช้า วันที่ 10 ธค.  เราต้องมีอันย้าย ที่พัก เข้า รพ.ปาย แทน....อาหารเป็นพิษ
     เพราะรู้ตัวว่า ไม่ไหว ไปกะคนหมู่มาก จะไปเป็นภาระเค้าซะเปล่า (หรือไม่เป็นเพราะไม่มีใครสนใจ) พี่ต้นพี่ชายที่แสนดี พาไปส่ง รพ.ปาย จัดการเรื่องประวัติ ติดต่อให้เรียบร้อย ขอบคุณพี่มา ณที่นี้ด้วย ที่เป็นห่วงและดูและเสมอ และเพื่อนๆ น้องๆ อีกหลายๆคนที่ลงมาเยี่ยมจากห้วยน้ำดัง กาน ที่เดินตากแดดไปถ่ายเอกสารมีใครบ้างจำไม่ได้ จำได้แต่หน้า ยังไงก็ขอบคุณจริงๆ
     มีแอน นอนเฝ้าไข้ตลอดคืน แม้จะโดนต่อว่ามาว่าทำตัวมีปัญหา ท็อปผู้ที่ไม่ยอมทิ้งพี่ อยู่ด้วยตลอดเวลาที่ รพ.แม้มันจะกลัวผี มากกว่ากลัวแม่มัน ตั้ม น้องที่จะยอมเอาสร้อยทองตัวเอง ค้ำประกันตอนอยู่ รพ. แล้วคน 3 คนกลัวผี กับ 1 คนป่วย ก็นอนห้องเดียวกันที่ รพ.ปาย (น่ากลัวมากๆ) ผ่านคืนอันแสนน่ากลัว ไปได้ด้วยดี
     เช้าตรู่ ของวันที่ 11 ธค.แม่บ้าน รพ.มาเคาะประตู เพื่อจะเค้ามาทำความสะอาดห้อง แต่ก็ต้องชะงัก เพราะ นอนกันเต็มพื้นห้อง แม่บ้านได้แต่ยิ้มๆแล้ว ปิดประตูห้องเหมือนเดิม พยาบาลเข้ามาสอบถามอาการและจะมาเปลี่ยนขวดน้ำเกลือขวดที่ 3 เลยต้องรีบบอก พอดีกว่าค่ะ เพราะเดี๋ยวไม่ได้กลับพอดี ต้องรอหมอเข้ามาสอบถามอาการ ถึงออกจาก รพ.ได้ มีแรงขึ้นมานิดหน่อย เฮ้ยท็อป เจ๊ว่าโบกรถกลับดีก่า เสียดายเงิน ค่ารถตู้  ว่าไงว่าตามกัน.....
     อาบน้ำเก็บสัมภาระ ย้ายตัวเองออกจาก เตียง รพ. จ่ายเงินค่าห้องพิเศษ 550 บาท (แพงก่าเกสเฮ้าส์อีกอ่ะ) เติมพลังด้วย ข้าวซอย และ หมูสะเต๊ะ เตรียมเดินหาทำเลโบกรถกลับเชียงใหม่... คันแล้วคันเล่า ในที่สุด จอดแล้ววววว วีโก้สี่ประตู คับที่นิดหน่อย แต่น้ำใจคนจอดรับกว้างใหญ่เหลือเกิน ไปส่งเราถึง ขนส่งช้างเผือก ลงจากรถ ไหว้ขอบคุณงามๆ แล้วยิ้มหวานไปหลายที  ขอบคุณค่ะ ที่มาส่งขอบคุณมากค่ะ
     เนื่องจากเจออากาศหนาวไม่เป็นที่พอใจเท่าไหรนัก เราเลยเสาะหาแหล่งที่อากาศหนาวแห่งใหม่ในเชียงใหม่ นั่นคือ เซ็นทรัล แอร์พอร์ต ?? หนาวได้ใจจริงๆ ว่าแล้วก็ยังหนาวไม่พอ เดินเข้าร้าน ไอศครีม สั่งกินประชดความหนาวคนละถ้วย คราวนี้หละ นั่งสั่นกันถ้วนหน้า ถึงว่า? คนเยอะเป็นพิเศษ อิอิ...แล้วเราก็มุ่งหน้าไปบ้านอาจารย์สว่าง คนที่มีชีวิตอิสระ ที่พวกเราต้องอิจฉา ผู้ชายคนนี้กำลังมีโครงการปั่นเสือภูเขาคู่ใจ ไป แอฟริกา !! โอ้แม่เจ้า ใช้เวลา 3 ปี เค้าจะโดน เสือคาบไปกินก่อนหรือเปล่า ถ้ามีโอกาสจะติดตามความคืบหน้ามาให้รับรู้กันในโอกาสต่อไป  สองทุ่มกว่าๆ ออกจากบ้านอาจารย์สว่างมุ่งหน้าสู่ ขนส่งอาเขต การเดินทางจะสิ้นสุดแล้วทริปนี้
     นั่งอยู่ในรถ บขส. ในใจได้แต่คิดว่า พรุ่งนี้ ตื่นลืมตาขึ้นมาเช้าวันใหม่ ต้องกลับไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกแล้ว เก็บเป้ถุงนอนขาตั้งกล้อง เข้าที่ กลับไปสู่ชีวิตเร่งรีบ นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ โบกรถเมล์มาทำงาน เสียค่าโดยสาร 8 บาท  ต่างกับโบกรถไปเที่ยว ค่าโดยสารคือ รอยยิ้มและคำว่า ขอบคุณค่ะ..
 
ขอบคุณผู้ร่วมชะตากรรม 8-11 ธค. 49 ทุกคน
พี่ต้น ช่อง 11 พี่ชายแสนดี
เจ้าท็อป  ผู้สรรหาพาเจ๊กินสารพัดจนเจ๊เข้า รพ. ไกค์นำทางสู่ปาย 
เจ้าตั้ม    น้องใหม่ผู้ที่สามารถคุยโทรศัพท์ได้ทั้งวัน นิสัยดีไม่เรื่องมาก
แอน   ที่นอนกลัวผี เฝ้าไข้ ที่ โรงพยาบาลปาย
กาน กุ้งยิ้ม ปุ๋ย พี เปิ้ล ปุ้ย วิท กิ๊ฟ พี่น้องชมไทยทุกคน ฯลฯ
 
แหม...เหมือนได้ ออสก้าเลย ยังไงก็ขอบคุณทุกคนแล้วทริปหน้าเจอกันใหม่.....END
 
 
    
 
 
 
 
    
     
    
    
November 28

...พ่อ...

     พูดถึงพ่อ..ตั้งแต่จำความได้
 
พ่อตื่นแต่เช้าออกไปซื้อกับข้าว และ ขนมมาให้ แล้วพ่อก็ออกไปทำงาน
 
พ่อ..เมื่อครั้งเรายังเด็กจะอยู่ไกลแค่ไหนพอถึงวันเกิด เรา พ่อจะหิ้วของขวัญมาให้เสมอ
 
พ่อ..เมื่อครั้งเรายังเด็ก พ่อซื้อทีวีสี มาให้ เป็นเครื่องแรกของหมู่บ้าน (เท่ห์จัง)
 
พ่อ..เมื่อครั้งเรายังเด็กพ่อจะไปส่งที่โรงเรียนทุกเช้าพาแวะซื้อขนมก่อนเข้าชั้นเรียน แม้ตอนนั้นบ้านเราจะฐานะไม่ค่อยดีแม่จะบ่นเสมอ
 
พ่อ..เมื่อครั้งเรายังเด็ก อยากได้กล่องดินสอ พ่อบอกว่าไม่มีเงินซื้อ แต่พอรุ่งอีกวัน เราเจอมันอยู่ในกระเป๋า นักเรียน พ่อแอบซื้อให้
 
พ่อ..เมื่อครั้งเรายังเด็ก พ่อต้องไปทำงานไกลบ้าน กลับมาเห็นพ่อผอมจัง คงจะเหนื่อยมาก
 
                      ++++++++++++++++++++
 
พ่อ..เมื่อลูกโต ยังมารอรับ เป็นชั่วโมง รอลูกกลับจาก โรงเรียนไม่รู้ว่าลูกจะกลับมากี่โมง
 
พ่อ..เมื่อลูกโต บอกพ่อว่า หนูไม่จบเทอมนี้ พ่อบอกกว่า ไม่เป็นไรลูก
 
พ่อ..เมื่อลูกทำงาน พ่อยังขับรถไปรอรับที่หน้า บริษัท ทุกวัน เอาขนมที่แม่ทำมาส่งให้
 
พ่อ..เมื่อลูกพลาดพลั้ง พ่อบอกไม่เป็นไร พ่อจะได้มีหลานสักที
 
พ่อ..เมื่อมีหลานพ่อ ก็ยังซื้อขนมมาให้หลานทุกเช้า ข้าวมันไก่ 1 ห่อ แม้บางทีหลานจะไม่กิน
 
พ่อ..เมื่อมีหลาน ห้ามตีหลานตา พ่อเลี้ยงมายังไม่เคยตี ...
 
พ่อ..เมื่อมีหลาน โทรมาหาลูก อวยพรวันเกิดให้ลูกผ่านสายโทรศัพท์ และร้องเพลง HBD
 
 
       ทุกวันนี้ พ่อ ก็ยังแข็งแรงยังมีอารมณ์ขันเหมือนเดิม แม้บางทีพ่อเหมือนจะทุกข์ใจแต่พ่อก็ไม่เคยเอ่ยปากบอกใตร
 
ได้แต่นั่งเงียบคนเดียว  ได้บอกรักพ่อบ้าง แล้วรู้สึกดีจเพราะกลัวจะไม่มีโอกาสบอกเหมือนที่หลายๆคนเป็น
 
..รักพ่อ.. เคยบอกปะค่ะ บอกท่านมั่งน่ะ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
October 27

จุดเริ่มต้น ณ อช.เขาแหลม

     ใครจะเชื่อ เริ่มต้นการเดินทางครั้งแรก ณ อุทยานแห่งชาติ เขาแหลม จ.กาญจนบุรี เมื่อสามปีที่แล้ว ไปกับพวกพี่ๆ TTS (www.thaitrippers.com)เป็นครังแรกที่ได้รู้จักว่า ทากดูดเลือดหน้าตาเป็นยังไงก็ที่นี่เอง และในอีกหลายๆทริป ในเดือนต่อๆมา ยังไม่ทั่วประเทศ แต่ก็ไม่น้อยเหมือนกัน ที่ได้ไป เรียกได้ว่า มีแต่สถานที่ ที่เป็นที่ 1  ในเรื่องความสวยงาม (จนบางคนคิดว่าเราทำทัวร์หรือหนังสือท่องเที่ยว) แต่เราไม่เคยไป เสม็ด ภูกระดึง ซึ่งเป็นที่ Basic ในการเที่ยว 
      หลายๆทริปในการเดินทางไปกับคนแปลกหน้า จนเดี๋ยว นี้กลายมาเป็นเพื่อนสนิท ก็มี เจ้าท็อป (เดทแรกที่ จ.ตรัง แกจำได้ป่าว) ตอนนี้ก็กลายเป็นน้องชายที่แสนจะกวนประสาท คนนี้ก็ประเภทใจง่ายเหมือนกัน ชวนไปไหนก้ไป  และปุ๊ย รู้จักกัน ในMSN คุยกันมานานรู้ว่าชอบเที่ยวเหมือนกัน เดทแรกก็ อช.เขาหลวง จ.นครศรีธรรมราช ทริปนี้เรียกได้ว่า ทำให้รู้ว่า โครตพ่อทากเป็นยังไง เราแอบเรียกว่า เขาหลวง(นรก) เพราะว่า โหดมากๆๆๆๆๆๆๆๆ ขาเจ็บ แต่ต้องเดินขึ้นเขาลงเขา ลูกแล้วลูกเล่า สามวัน สองคืนอากาศก็หนาว ฝนก็ตก คิดถึงแม่ (ร้องไห้ด้วย) นอนกลางน้ำ เพราะฝนตกจนน้ำนองผ้าใบที่ปู นอนๆอยู่ ทากก็แอบมาเกาะดูดเลือดตอนดึกๆ ถ้าไม่ได้ปุ๊ย ทากคงเต็มตัวเราหมด เพราะปุ๊ยคอยดึงออกให้ ทริปนี้ขอบอกไปกันแค่สองต่อสอง คล้ายๆโดนหลอกไป 555ลำบากที่สุดในชีวิต ตอนแรกก็ไม่เข้าใจตัวเองว่า มาทำอะไรที่นี่ว่ะ เหนื่อยก็เหนื่อยขาก็เจ็บ เปียกฝนสามวันติด ทากก็ดูดเลือดไว้ทั่วตัวเลย แงๆๆๆๆ นี่แค่บ่น เล็กๆน้อยๆ เด่วนี้ลากปุ๊ยเข้ามาอยู่ในชมไทยด้วยกันแล้ว ปุ๊ยยังล่ำและเป็นคนน่ารักเหมือนเดิม ประโยคเด็ดตอนเดินเขาหลวงด้วยกัน คือ "ตะเองเอาทากออกให้เค้าที !!!! กรี๊ดๆๆๆ" ....
     กับเจ้าท็อปก็ เจ๊เบื่อหว่ะ ไปนอนสังขละกันน่ะ ไม่ต้องคิดนานเลยเพราะปกติไม่ค่อยมีธุระอยู่แล้ว เออไปเก็บเป๋าทันที โบกรถอดข้าวตากฝน เป็นที่สนุกสนานแระรู้ว่า น้องคนนี้น่ารัก และเป็นเพื่อนแท้ได้  
     เพื่อนบางคนรู้ว่าเราไปเที่ยวแบบนี้กับผู้ชายสองต่อสอง มักจะคิดไรไปในทางไม่ดีเสมอ ไม่กัวเหรอ นั่นคือคำถามที่เจอประจำ ไม่ใช่ว่าไม่กลัว  แต่ถ้าเราอยู่แต่กับความกลัว คงไม่มีวันนี้ ไม่มีเพื่อนที่ดี ไม่ได้เห็นโลกกว้าง ไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ...
 
     อีกหนึ่งคำถาม ที่ได้ยินอีกบ่อยมากๆๆๆ "โห .... ไปก็ไม่ชวนกันเลย" พูดจริงหรือเปล่า ขี้เกียจฟัง !!! ความจิงแล้วเราชวนจบเบื่อจนเซ็ง ชวนแล้วไม่ไปกัน จะชวนทำไม บางคนถามมากมาย เราส่งลิงค์รายละเอียดให้ก็ไม่อ่านวุ้ย ถามอยู่ได้ ถามแล้วไปไม่ว่าเลย ถามแล้วไม่ไป จะถามทำไมฟะ!!! (รู้แล้วอย่างทะลึ่งเข้ามาถามอีก) เราจะดีใจถ้าจะมีเพื่อนร่วมทางเพิ่ม ถ้าชอบเหมือนกันและไม่เรื่องมาก ยินดีให้ร่วมทางเสมอ..........
 
     แล้ว เมื่อ 12-14 สค.ที่ผ่านมา ได้กลับไปสังขละบุรีกลับเจ้าท็อป ก็ได้มานึกได้ว่า จุดเริ่มต้อนทางเดินทางของเรา มันอยู่ที่นี่ 3 ปีแล้วสิน่ะได้กลับมาที่เดิม  และเรียกได้ว่า เที่ยวได้แบบไม่เคยเบื่อ แม้จะกลับมาที่นี่อีกครั้ง ความรู้สึกตื่นเต้นก็ยังเหมือนเดิม
October 02

ชมหิ่งห้อยที่อัมพวา

                กลับมาแล้วจากการเดินทางทริป บ้านหิ่งห้อย ได้ความประทับใจและความสุขกลับมากันถ้วนหน้าอีกเช่นเคย เพื่อนๆคนไหน ที่ไปด้วยกันแล้วไม่หัวเราะไม่มีสักคน ทริปนี้สมาชิกเรียกว่านับไม่ถ้วน!! เพราะนับจำนวนผิดตลอด เริ่มต้นเล่าเรื่องการเดินทางดีกว่า

                เวลานัด ตามมาตรฐาน ชมไทย  10.30 น. ที่อนุเสาวรีย์ชัยมรภูมิ หน้าห้างแฟชั่นมอล ทริปนี้มีน้องหน้าใหม่ร่วมเดินทางหลายคน สาวๆทั้งนั้น ความจริงทริปนี้เราจะจัดเป็น เลดี้ทริป แต่ด้วยเสียงเรียกร้องจากหนุ่มๆ ขอติดตามไปด้วย  ก็กลายมาเป็น ทริป หนุ่มสาว (เหลือน้อย) อย่างเช่นเคย ประมาณ 11 โมงกว่าๆ พอสมาชิกพร้อมหน้า ก็เริ่มต้นย้ายขบวนชมไทย มุ่งหน้าสู่ วินรถตู้ ใต้ทางด่วน สมาชิก ณ เวลานี้ 15 คนพอดี เรียกว่า รถตู้คันหนึ่งเต็ม มีคนขับรถคนหนึ่งถามว่า จะไปไหนกัน เราก็บอกจะไปอัมพวา แต่เราจะไปรถตู้ มหาชัย น่ะ เค้าก็ถามว่าทำไมไม่ไปรถแม่กลอง??  อิอิ ก็พวกเราจะไป ต่อรถไฟนี่ แบบว่า ชมไทยสดครับ ค่ารถตู้ จาก อนุสาวรีย์-มหาชัย 50 บาท ใช้เวลาเดินทาง 30 นาที พวกเรารอสมาชิกอีกกลุ่มหนึ่งที่จะตามมาสมทบ ก็หาที่วางกระเป๋าแยกย้ายไปหาอะไรใส่ท้องแล้วเตรียมออกเดินเท้าไปที่ท่าเรือ ท่าฉลอม เพื่อ ที่จะข้ามฟากไป สถานีรถไฟบ้านแหลม แต่ว่าเรือข้ามฟาก เพิ่งจะออกไปถ้ารอก็อีกนาน พวกเราจึงเหมาเรือไป ในราคา 100 บาท เราก็ออกกันคนละ 8 บาท ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที ก็ถึงแล้ว สถานีรถไฟ บ้านแหลม รถไฟออกเวลา 13.20 น.ค่ารถไฟ คนละ 10 บาท เพราะความที่ไปกันเยอะ นับไม่ถ้วน ซื้อตั๋วรถไฟ ขาดไปหนึ่งคนเลยต้องไปเสียบนรถไฟ รวมถึงเด็ก หกขวบกว่าๆบนรถด้วย อิอิ เสียไป 5 บาทสำหรับตั๋วเด็กใช้เวลาหนึ่งชั่วโมง ถึงสถานีแม่กลอง ผ่านตลาดที่ตั้งอยู่บนทางรถไฟก่อนถึงสถานีแม่กลอง พอรถไฟจะผ่าน พ่อค้าแม่ค้าก็เก็บร่ม ยกกระด้ง ยกโต๊ะวางสินค้า ที่วางอยู่บนรางรถไฟ เพื่อหลีกทางให้กับ รถไฟที่กำลังวิ่ง ผ่ากลางตลาด พอรถไฟวิ่งผ่าน ก็เอาของไปตั้งเหมือนเดิม เป็นแบบนี้ทั้งวัน ไม่รู้เหมือนกันว่า ระหว่างตลาดกับรางรถไฟ อะไรเกิดขึ้นก่อนกัน แต่ก็ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันได้อย่างน่ารักทีเดียว  รถไฟสาย บ้านแหลม-แม่กลอง เป็นทางรถไฟสายที่สั้นที่สุดในประเทศไทยด้วยน่ะ  มอร์โทรไปที่บ้านหิ่งห้อย ลุงเจ้าของใจดีก็ขับรถปิ๊คอัพมารับ เที่ยวเดียวไม่หมด ต้องมารับกันถึงสองรอบ  ถึงทางเข้า บ้านหิ่งห้อย สังเกตุเห็น คนเดินอยู่ริมถนนสามคน นั่นแน่ ท่านประธานนี่เอง เดินตากแดด มาพร้อมกับท็อปและกิ๊ฟ น้องใหม่ชมไทย ฉายา หมวย ไฮเปอร์ สดอีกเช่นเคย โบกรถมาจากตลาดแม่กลอง ถึงที่พัก จัดแจงเก็บสัมภาระตามบ้านแต่ละหลังบ้านพักมีลักษณะ เป็นเรือนไม้หลังเล็กๆ หลังคามุงด้วยใบจาก  ใบจากและต้นจากพบเห็นได้ทั่วไปในแถบบริเวณนี้  เรือหางยาวมีหลังคา มารับพวกเรา เพื่อไปชมตลาดน้ำอัมพวา และดูหิ่งห้อย ในราคาลำละ 800 บาท เราต้องใช้เรือสองลำ ถึงจะพาสมาชิกไปหมด

                สองข้างทางเต็มไปด้วย Home Stay สวยๆ ตลอดลำคลอง ไม่นานเราก็ถึง ปากอ่าวแม่น้ำแม่กลอง จนได้ แวะอุทยาน ร.2 ประมาณ 1 ชม. และพวกเราก็ถ่ายรูปเวอร์ชันโดดกันที่นี่ (ไม่โดดไม่ใช่ชมไทย) ต่อด้วยวัดบางกุ้ง Unseen Thailand ก็อยู่ทีนี่ คือโบสถ์ที่ถูกปกคลุมไปด้วยต้นโพธิ์ทั้งหลังไปดูรูปได้ในอัลบั้ม สวยงามมาก จุดหมายต่อไปตลาดน้ำอัมพวา พวกเราแยกย้ายหาของกิน ถ่ายรูป ตามสะดวกของแต่ละกลุ่ม เราได้ไปนั่งกินขนมจีนริมคลองกับลูกสาว ผู้คนในตลาดคับคั่งจริงๆ ขนม อาหาร มากมาย ชายสวมหน้ากากยืนกลางถนน สีไวโอลินเพลง ทรายกับทะเล ได้ยินแล้วรู้สึกดี เพราะมากๆ  ใช้เวลาพอสมควรกลับตลาดและการจัดหาเสบียงสำหรับคืนนี้....

                ถึงเวลาออกจากตลาดน้ำเพื่อเดินทางกลับและระหว่างทางนี่เองที่เราจะได้ชมหิ่งห้อย ตัวน้อยๆมีแสงที่ก้น ทุกคนเห็นก็ร้อง โอ้โห สวยจัง!! หิ่งห้อยเกาะอยู่เต็มต้นลำพู เหมือนต้นคริสมาส แสงไฟของหิ่งห้อยรวมตัวกันมากๆบนต้นลำพู แสงวาบๆ สวยงามมากๆ พบได้ตลอดลำคลอง พวกเราพยายามกับการถ่ายรูปหิ่งห้อยกันอยู่พักใหญ่ พยายามเท่าไร ไม่สำเร็จสักคน  ใครพอทราบวิธีหรือเทคนิคการถ่ายให้ได้ภาพแสงหิ่งห้อย ก็แนะนำมาได้หรือจะกรุณาไปถ่ายมาอวดก็จะดีใจมากค่ะ     หลังจากอาบน้ำ พาลูกสาวเข้านอนเป็นที่เรียบร้อย ถึงเวลาเฮฮาของเหล่าผู้ใหญ่ เราครื้นเครง ร้องเพลง ด้วยฝีมือของพิช ฉายากีต้าร์เทพ  สลับมือกับ ท็อป ฉายาใหม่ กีต้าร์ มาร ร้องกันลั่นคุ้งน้ำ ถึงตีสามตีสี่ คอแห้งแสบคอ ไปนอนดีกว่า หลังจากนั้น เห็นว่าเล่าเรืองผีกันถึงหกโมงเช้า เพราะที่นอนไม่พอด้วย   เราถูกปลุกด้วยเสียงเพลงจากเครื่องเสียงของบ้าน ตรงข้ามฝั่งคลอง ที่เปิดแก้แค้นพวกเราที่เมื่อคืนแหกปากร้องเพลงกันยันสว่าง พวกเค้าคงนอนกันลำบาก เลยแก้แค้นด้วยการเปิดเพลงดังๆ คงนึกในใจว่าพวกเอ็งอย่านอนเลย 555   พวกเราเล่นน้ำคลองกันอย่างงสนุกสนาน จับโยนลงคลอง บ้างก็ถีบกันลงอุ้มกันบ้าง ก่อนจะเคลียค่าใช้จ่าย ก่อนกลับ

1.        ค่าเรือ + ค่าเสบียงส่วนกลาง + ค่าที่พัก = 190 บาท

2.        ค่ารถตู้ อนุสาวรีย์-มหาชัย = 50 บาท

3.        ค่าเรือข้ามฝาก คนละ 8 บาท

4.        ค่ารถไฟ บ้านแหลม-แม่กลอง 10 บาท

5.        ค่ารถตู้บ้านแหลม อนุสาวรีย์ 60 บาท

เป็นไง ถูกอย่างไม่น่าเชื่อใช่มะ นี่แหละอีกหนึ่งเสน่ห์ของชมไทยเที่ยวประหยัด เฮฮาเหมือนพี่น้อง ไม่ค้ากำไรเน้นสบายกระเป๋า เราถึงกรุงเทพ 17.30 น.โดยสวัสดิภาพทุกคน  เฮ้อ คุ้มค่าจริงๆ

www.chomthailand.com  ที่นี่มีเพื่อน มิตรภาพ และน้ำใจ ให้ทุกคน

 

 

 
Photo 1 of 15
There are no categories in use.